แอสต้าแซนธิน สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระบำรุงดวงตาและผิว

แอสต้าแซนธิน สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระบำรุงดวงตาและผิว

มีนาคม 24, 2568

 Astaxanthin   อยากมีผิวสวยกระจ่างใส สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกกันใช่ไหม? "แอสต้าแซนธิน" ได้ชื่อว่า "ราชินีแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ" ที่มีประโยชน์มากมาย แอสต้าแซนธินคืออะไร  แอสต้าแซนธิน (Astaxanthin) สารอาหารที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ สารสีแดงส้ม ที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างมากในการต้านอนุมูลอิสระ จนทำให้แอสต้าแซนธิน (Astaxanthin) เป็นอาหารเสริมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากมีผล ช่วยในการบำรุงผิว ปรับผิวขาว ช่วยลดการเกิดริ้วรอย ช่วยบำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมของเซลล์จากมลภาวะต่าง ๆ   นอกจากแอสต้าแซนธิน (Astaxanthin) จะมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระที่แรง และดีเยี่ยมแล้ว มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้แรงกว่าวิตามิน ซีธรรมดา 6,000 เท่าCo Q10 800 เท่าวิตามิน อี 550 เท่าGreen tea catechins 550 เท่าAlpha lipoic acid (ALA) 75 เท่าเบต้า แคโรทีน 40 เท่าสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 17 เท่า  แอสต้าแซนธินได้มาจากไหน    แอสต้าแซนธิน  (Astaxanthin) ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหาร พบมากในสัตว์ทะเลส่วนใหญ่ อย่าง ปลาแซลมอน ปลาเทราด์ เคย (Krill) กุ้ง กั้ง ปู แต่จากแหล่งธรรมชาติที่พบมากที่สุดคือ สาหร่ายขนาดเล็กสีแดง (Microalgae Haematococcus pluvialis)   สาหร่ายฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส แอสต้าแซนธินเหมาะกับใคร    ร่างกายควรได้รับ Astaxanthin วันละ 4-12 มิลลิกรัม (pobpad.com)    แอสต้าแซนธิน มีโครงสร้างที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ ทั้งในส่วนที่ละลายในน้ำ และละลายในน้ำมัน ซึ่งแอสต้าแซนธินที่ละลายในน้ำมัน ร่างกายจะดูดซึมแอสต้าแซนธินได้ดีกว่า ซึ่แอสต้าแซนธินในน้ำมันมักจะบรรจุในแคปซูลนิ่ม (softgel)     ปกติควรได้รับอย่างน้อยวันละ 4 mg และยิ่งอายุเยอะยิ่งต้องทานปริมาณสูงขึ้น แต่ถ้าต้องการบำรุงส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นถ้าเน้นบำรุงผิว ควรได้รับ 4-18 mg/วัน เมื่ออายุมากผิวเสื่อมมากขึ้น ต้องทานปริมาณสูงให้ออกฤิทธิ์เพียงพอถ้าเน้นบำรุงสายตา ควรได้รับ 4-9 mg/วัน ซึ่งอาจทานควบคู่กับลูทีนและซีแซนทีน ถ้าเผชิญกับมลภาวะสูง เช่น PM 2.5 ควรได้รับ 8-12 mg/วัน เช่นผู้ที่ต้องเผชิญแสงแดด มลภาวะ เล่นกีฬากลางแจ้ง หรือทำงานกลางแจ้งเช่น ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์   ประโยชน์ของแอสต้าแซนธิน    ซึ่ง สารต้านอนุมูลอิสระ มี คุณประโยชน์สำคัญต่าง ๆ มากมายอย่างลดภาวะการอักเสบในร่างกาย และเสริมระบบภูมิคุ้มกันชะลอความเสื่อมของร่างกาย ทั้งในระบบเลือด ข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ จอประสาทตา ระบบสมอง และระบบประสาทช่วยป้องกันตาแห้ง ตาอ่อนล้า ลดอาการเจ็บตา ช่วยลดสารอนุมูลอิสระในดวงตา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังดวงตา ป้องกัน และฟื้นฟูจอประสาทตาที่เสื่อม ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ และ ผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยป้องกันดวงตาจากรังสีอัลตร้าไวโอเลตปกป้องโครงสร้างผิว จากการถูกทำลายโดยแสงแดดและรังสี อัลตราไวโอเลต ช่วยกระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย คืนความชุ่มชื้น และความอ่อนเยาว์ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์สื่อประสาทในสมอง เพิ่มการจดจำ และลดอาการหลงลืมลดระดับความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดฝอย ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ในร่างกาย ช่วยให้ฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้นป้องกันโรคหัวใจ โดยป้องกันการอักเสบภายในหลอดเลือด ซึ่งทางการแพทย์ชี้ว่าเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจในปัจจุบันช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค โดยเฉพาะผู้ป่วยภูมิแพ้ตัวเอง ภูมิต้านทานต่ำ และการติดเชื้อไวรัสเรื้อรังช่วยป้องกันการเสื่อมของไตและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน บทความอ้างอิงAstaxanthin, the most powerful antioxidant found in nature จากบล็อก https://www.yamamotonutrition.com/int/blog/post/astaxanthin-the-most-powerful-antioxidant-found-in-nature-a1754 Haematococcus pluvialis - Wikipedia จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Haematococcus_pluvialis แอสต้าแซนธิน จาก https://www.thpherbal.com/product/22814-25764/แอสต้าแซนธิน Astaxanthin (แอสตาแซนทิน) - พบแพทย์ (pobpad.com) จาก https://www.pobpad.com/astaxanthin

!!น้ำมันมะพร้าว คุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ!!

!!น้ำมันมะพร้าว คุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ!!

มีนาคม 23, 2568

น้ำมันมะพร้าว (Coconut Oil)     เป็นหนึ่งในสารสกัดที่ได้รับการยอมรับ และถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังมีการนำมาใช้ในการรักษาโรค อย่าง การรักษาแผลไหม้ ท้องผูก ลำไส้อักเสบ ฆ่าเชื้อในช่องปาก เป็นต้น     น้ำมันมะพร้าว (Coconut Oil) เป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดส่วนของเนื้อมะพร้าว โดยแยกเอาเฉพาะส่วนของน้ำมันออกมา โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่น้ำมันมะพร้าว (Refined Bleaching Deodorizing Coconut Oil: RBD) เป็นน้ำมันที่ได้จากเนื้อมะพร้าวห้าวหรือเนื้อมะพร้าวแห้ง (Copra) ด้วยกรรมวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยผ่านความร้อนสูง 3 กระบวนการ ได้แก่ การทำให้บริสุทธิ์ (Refining) การฟอกสี (Bleaching) และการกำจัดกลิ่น (Deodorization) ทำให้ได้น้ำมันมะพร้าวที่มีสีเหลืองอ่อน ปราศจากกลิ่น รส และมีกรดไขมันอิสระไม่เกินร้อยละ 0.1 แต่วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะถูกกำจัดออกไปน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ หรือ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (Virgin Coconut Oil: VCO) เป็นน้ำมันมะพร้าวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในตอนนี้ โดยมีกรรมวิธีการสกัดโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูงและไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมี มีสีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี ไม่ผ่านกระบวนการเติมออกซิเจน มีค่าเบอร์ออกไซด์ กรดไขมันต่ำ และมีกลิ่นมะพร้าวอ่อน ๆ    น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวเป็นองค์ประกอบหลัก (มากกว่า 90%จากปริมาณกรดไขมันทั้งหมด) ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวที่ได้จากน้ำมันมะพร้าว เป็นกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลสายขนาดปานกลาง (Medium chain fatty acid) ที่มีมากถึง 63% เช่น กรดลอริก (Lauric acid) ซึ่งเมื่อรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะถูกเผาผลาญได้ดี สะสมในเนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) และกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลยาว (Long chain fatty acid) 30% ที่เหลือเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว 7% ซึ่งเป็นกลุ่มกรดไขมันจำเป็นที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากกลุ่ม Long chain fatty acids ที่พบใน นม เนย ชีส และไขมันจากสัตว์ทุกชนิด ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพซึ่งควรจะหลีกเลี่ยง    และด้วยโครงสร้างที่แตกต่างของกรดไขมันจากน้ำมันมะพร้าว จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทำให้เมื่อเรารับประทานน้ำมันมะพร้าว ร่างกายจะดูดซึมได้ทันที และจะส่งผ่านไปที่ตับ จากนั้นตับจำทำการเปลี่ยนกรดไขมันเหล่านี้เป็นสารคีโตน ซึ่งสารคีโตนนี้เป็นสารที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของสมอง ทำให้ช่วยฟื้นฟูความจำ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์     อีกทั้งกรดไขมันจากน้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้ต่อมไทรอยด์ทำงานได้ดีขึ้น จึงมีผลให้ระบบเผาผลาญไขมันโดยเฉพาะไขมันช่องท้องทำงานได้ดีมากขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน รวมถึงป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้     อกจากนี้ผลพลอยได้จากอัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น ไขมันและน้ำตาลที่สะสมในร่างกายถูกนำไปเผาผลาญเป็นพลังงาน ทำให้ช่วยลดระดับน้ำตาล และลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานได้     อีกทั้งน้ำมันมะพร้าวยังช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้น บำรุงผม ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราอีกด้วย    อย่างไรก็ตาม การรับประทาน "น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น" ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน มีการบรรจุจัดเก็บที่ดี เพื่อคงคุณภาพของสารสกัด และลดการปนเปื้อนก่อนที่เราจะรับประทานเข้าสู่ร่างกาย และการรับประทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก แนะนำให้ทานควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารให้เหมาะสมในแต่ละวัน และออกกำกายอย่างสม่ำเสมอ Referencesสิ่งที่หลายคนเริ่มตระหนักเมื่อใช้ mct oil - https://www.atmosphereinstitut.com/admin/2025/06/18/11/สิ่งที่หลายคนเริ่มตระห/ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่าง mct oil - https://www.downlyn.com/2025/06/09/ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่/การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการใช้ mct oil อย่างต่อเนื่อง - https://www.herbolariadepetras.com/2025/06/14/การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข/

บทบาทของแคลเซียมและวิตามินดี

บทบาทของแคลเซียมและวิตามินดี

มีนาคม 22, 2568

บทบาทของแคลเซียมและวิตามินดีแคลเซียม    แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ประมาณ 1.2 กิโลกรัม (ราว 300 มิลลิโมล) อยู่ในร่างกายมนุษย์ โดย 99% ของแคลเซียมทั้งหมดอยู่ในกระดูกและฟัน อีกส่วนอยู่ในของเหลวของร่างกายและเนื้อเยื่ออ่อน แคลเซียมมีบทบาทสำคัญสองประการ: สนับสนุนความมั่นคงทางโครงสร้าง; ควบคุมการทำงานเชิงเมตาบอลิซึม โครงสร้างระดับเซลล์ การเผาผลาญทั้งระหว่างเซลล์และภายในเซลล์ การส่งสัญญาณ การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของเส้นประสาท กิจกรรมของเอนไซม์ และการแข็งตัวของเลือดตามปกติ ล้วนขึ้นอยู่กับแคลเซียม ไม่มีตัวชี้วัดการทำงาน (functional marker) ของสถานะแคลเซียม เพราะบทบาทในการทำให้เลือดแข็งตัวเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก จึงมีการคงระดับแคลเซียมในพลาสมาให้อยู่ในช่วงแคบมาก [1]    บริเวณ เจจูนัม อิลีอัม และลำไส้ใหญ่ เป็นแหล่งดูดซึมแคลเซียมหลัก การดูดซึมเกิดได้ทั้งแบบการลำเลียงเชิงรุก (active transport) และการแพร่ผ่านแบบง่าย (passive diffusion) เมื่อรับแคลเซียมต่ำ การลำเลียงเชิงรุกจะเด่นกว่า แต่เมื่อปริมาณแคลเซียมเพิ่มขึ้น การดูดซึมผ่านเส้นทางที่ไม่จำเพาะจะมากขึ้น เมแทบอไลต์ของวิตามินดี 1,25-ไดไฮดรอกซีโคลีแคลซิเฟอรอล กระตุ้นการลำเลียงแคลเซียมผ่านเซลล์เยื่อบุลำไส้โดยเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างโปรตีนจับแคลเซียม กระบวนการนี้เกิดในเซลล์วิลลัสผ่านขั้นตอนปกติของการจับกับตัวรับ (receptor binding) การปฏิสัมพันธ์กับดีเอ็นเอ และการสร้างเอ็มอาร์เอ็นเอ ดังนั้นวิตามินดีจึงมีความสำคัญต่อการดูดซึมแคลเซียมอย่างมีประสิทธิภาพ [1] วิตามินดี    วิตามินดี หมายถึง วิตามิน D2 (เออร์โกแคลซิเฟอรอล) หรือ วิตามิน D3 (โคลีแคลซิเฟอรอล) เออร์โกแคลซิเฟอรอลผลิตจากเชื้อรา/ยีสต์ที่ผ่านการฉายรังสี ส่วนโคลีแคลซิเฟอรอลผลิตได้ในผิวหนัง หรือพบตามธรรมชาติในปลามัน เช่น แซลมอนหรือแมคเคอเรล     อาหารสามารถเสริมได้ด้วยวิตามินดีทั้งสองชนิด แต่มีเพียงโคลีแคลซิเฟอรอลเท่านั้นที่ร่างกายสร้างเองได้ในผิวหนัง สารตั้งต้น 7-ดีไฮโดรคอเลสเตอรอล ในผิวหนังจะถูกแปลงเป็นพรีวิตามิน D3 และไอโซเมอไรซ์เป็นวิตามิน D3 เมื่อสัมผัส รังสียูวีบี 290–315 นาโนเมตร ปริมาณวิตามิน D3 ที่สร้างได้ในผิวหนังได้รับอิทธิพลจากสีผิว อายุ การใช้ครีมกันแดด รวมถึงช่วงเวลาในวัน ฤดูกาล และละติจูด [2]    เมื่อวิตามินดีถูกสร้างในผิวหนัง (D3) หรือได้รับจากอาหาร (D2 หรือ D3) มันจะเข้าสู่กระแสเลือดโดยจับกับ วิตามินดี–ไบน์ดิงโปรตีน รูปแบบหลักของวิตามินดีที่หมุนเวียนในร่างกายคือ 25-ไฮดรอกซีวิตามินดี (25(OH)D) ซึ่งเกิดในตับจากการไฮดรอกซิเลชันของ D2 และ D3 จึงเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดของระดับวิตามินดีเพราะสะท้อนทั้งแหล่งภายในและภายนอกร่างกาย เพื่อสร้างรูปแบบที่ออกฤทธิ์ทางสรีรวิทยา     25(OH)D จะถูกไฮดรอกซิเลชันโดยเอนไซม์ 1α-ไฮดรอกซิเลส ในไตให้เป็น 1,25-ไดไฮดรอกซีวิตามินดี (1,25(OH)2D; แคลซิไตรออล) 1,25(OH)2D หมุนเวียนโดยจับกับโปรตีนจับวิตามินดี เข้าสู่เซลล์เป้าหมาย จับกับ วิตามินดีรีเซพเตอร์ (VDR) ในไซโทพลาสซึม จากนั้นเข้าสู่นิวเคลียสและสร้างเฮเทอโรไดเมอร์กับ เรติโนอิกแอซิดเอ็กซ์รีเซพเตอร์ (RXR) เพื่อเพิ่มการถอดรหัสยีนที่ขึ้นกับวิตามินดี ซึ่งสำคัญต่อเมแทบอลิซึมของกระดูก การดูดซึมแคลเซียม และหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่คลาสสิก (เช่น การยับยั้งยีนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของมะเร็ง) [2, 3]  ประโยชน์ของแคลเซียมและวิตามินดีโรคกระดูกพรุน    โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเมแทบอลิซึมของกระดูกที่มีลักษณะมวลกระดูกต่ำและโครงสร้างจุลภาคของกระดูกเสื่อม ทำให้กระดูกเปราะและเสี่ยงต่อกระดูกหักเพิ่มขึ้น โดยประมาณมีผู้ป่วย สามล้านคนทั่วโลก คิดเป็น ผู้หญิง 1 ใน 3 และ ผู้ชาย 1 ใน 12 ที่อายุ > 50 ปี จะมีโรคกระดูกพรุนในช่วงหนึ่งของชีวิต [1]    กระดูกเป็นเนื้อเยื่อมีชีวิต มีการสร้างกระดูก (โดยออสทีโอไซต์และออสทีโอ บลาสต์) และการสลายกระดูก (เกี่ยวข้องกับออสทีโอคลาสต์) อย่างต่อเนื่อง ออสทีโอคลาสต์จะเคลื่อนมาที่ผิวกระดูกที่สงบและขุดเป็นโพรง จากนั้นเซลล์นิวเคลียสเดี่ยวจะเกลารอยโพรง ซึ่งจะเป็นบริเวณที่ดึงดูดออสทีโอบลาสต์มาสร้างเมทริกซ์กระดูกใหม่ ต่อด้วยการทำให้แร่ธาตุสะสมในกระดูกที่สร้างขึ้นใหม่ เมื่อเสร็จสิ้นเซลล์บุผิวจะกลับมาปกคลุมผิวทราเบคิวลาร์อีกครั้ง [1]    เป็นที่ทราบกันดีว่าวิตามินดีช่วยส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้และไต และช่วยคงระดับแคลเซียมในซีรั่มให้พอเหมาะเพื่อการทำแร่ธาตุของกระดูกตามปกติ ออสทีโอบลาสต์และออสทีโอคลาสต์ต้องการวิตามินดีในการพัฒนากระดูกและซ่อมแซม [4] วิตามินดีกระตุ้นการสร้างเมทริกซ์กระดูกและการเจริญของกระดูก     นอกจากนี้ยังเพิ่มกิจกรรมของออสทีโอคลาสต์ และมีหลักฐานบางส่วนว่าอาจมีอิทธิพลต่อการแยกตัวของเซลล์ต้นกำเนิดของกระดูก [1] แม้ว่าวิตามินดีจะถูกใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพกระดูก แต่ปัจจุบันหลักฐานเกี่ยวกับผลของการเสริมวิตามินดีเพียงอย่างเดียวต่อการลดกระดูกหักยังมีจำกัดและขัดแย้งกัน ดังนั้น แคลเซียมและวิตามินดีจึงทำงานร่วมกันแบบเสริมฤทธิ์ ต่อกระดูก [4] ประโยชน์ต่อโครงกระดูก    การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอกในผู้สูงอายุทั้งที่อยู่ในสถานพยาบาลและที่อาศัยเอง แสดงให้เห็นว่า วิตามินดีเดี่ยวหรือร่วมกับแคลเซียม ลดอุบัติการณ์กระดูกสะโพกหักและ/หรือกระดูกนอกสันหลังหักลงได้ 20–30%     เมตาอะนาลิซิสระบุว่าการรับประทานวิตามินดีร่วมกับแคลเซียม ลดความเสี่ยงกระดูกสะโพกหัก 18% และกระดูกนอกสันหลังหัก 12% ส่วนใหญ่ของการศึกษานี้ใช้วิตามินดีอย่างน้อย 800 IU/วัน และพบว่าระดับ 25(OH)D ขั้นต่ำ 29.7 ng/mL (74 nmol/L) มีผลป้องกันกระดูกหัก บ่งชี้เกณฑ์ระดับวิตามินดีที่เหมาะสม [2] บทบาทต่อมะเร็งมีเหตุผลทางชีววิทยาที่หนักแน่นต่อความสัมพันธ์ระหว่างภาวะขาดวิตามินดีกับความเสี่ยงมะเร็งที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้วิตามินดีหรืออนาล็อกที่ออกฤทธิ์ของมันในการป้องกันและรักษามะเร็ง พบการแสดงออกของ VDR ในเนื้องอกส่วนใหญ่ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์แสดงว่า 1,25(OH)2D ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ การสร้างหลอดเลือด การรุกราน และส่งเสริมการเปลี่ยนสภาพและการตายแบบอะพอพโทซิส ในเซลล์มะเร็ง สัญญาณ 1,25(OH)2D/VDR กระตุ้นกิจกรรม TGF-β กระตุ้นตัวยับยั้งไซคลินดีเพนเดนต์ไคเนส (เช่น p21, p27) และยับยั้งปัจจัยกระตุ้นการเจริญเติบโต เช่น IGF-1 และ EGF จึงยับยั้งการเพิ่มจำนวนและการเติบโตของมะเร็ง เส้นทางนี้ยังสามารถปรับลด COX-2, โปรสตาแกลนดิน และ NF-κB ซึ่งช่วยป้องกันการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเนื้องอก และสามารถยับยั้งโปรตีนต้านอะพอพโทซิส (เช่น Bcl-2) พร้อมกระตุ้นโปรตีนก่ออะพอพโทซิส (เช่น Bax, RAK) โดยทำงานร่วมกันเพื่อยับยั้งการเติบโตของมะเร็ง [5] สุขภาพช่องปากมีข้อมูลบ่งชี้ว่า 1,25(OH)2D/VDR มีบทบาทในการรักษาสมดุลของเยื่อบุผิวช่องปากและภูมิคุ้มกันช่องปาก เคราติโนไซต์ของช่องปาก มี VDR ซึ่งมีบทบาทไม่ขึ้นกับลิแกนด์ในการจำกัดการเพิ่มจำนวนของเคราติโนไซต์ และสัญญาณ 1,25(OH)2D/VDR ยับยั้งการเพิ่มจำนวนได้แรงยิ่งขึ้น การศึกษาทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์แสดงว่าภาวะขาดวิตามินดีทำให้การเพิ่มจำนวนของเคราติโนไซต์ในช่องปากสูงขึ้น แม้ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานหรือลักษณะทางจุลพยาธิวิทยา [5]ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และการปรับภูมิคุ้มกันของสัญญาณ 1,25(OH)2D/VDR น่าจะมีบทบาทรักษาสมดุลของเนื้อเยื่อช่องปากโดยรวม จึงให้การป้องกันบางส่วนต่อโรคปริทันต์จากคราบแบคทีเรีย มีหลักฐานว่าภาวะขาดวิตามินดีหรือโพลีมอร์ฟิซึมของ VDR สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคปริทันต์เรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการให้วิตามินดีที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพอาจเป็นทางเลือกเสริมต่อการรักษามาตรฐานของปริทันต์อักเสบเรื้อรัง [5] วัยหมดประจำเดือนในสตรีหลังวัยหมดประจำเดือน การสูญเสียเอสโตรเจนส่งผลต่อสมดุลแคลเซียมหลายประการ รวมถึงเพิ่มการสลายกระดูก ลดการดูดซึมแคลเซียม และเพิ่มการขับแคลเซียมทางปัสสาวะ การตัดรังไข่ในหนูไม่ลดระดับ 1,25(OH)2D ในซีรั่ม แม้ว่าระดับเอสโตรเจนที่ต่ำในสตรีวัยหมดประจำเดือนจะสัมพันธ์กับระดับ 1,25(OH)2D ที่ลดลงก็ตาม ขณะที่การตัดรังไข่ในสตรีอายุน้อยทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ที่เหนี่ยวนำโดย 1,25(OH)2D ลดลง และกลับคืนได้ด้วยการให้เอสโตรเจน แม้ว่าการลดระดับ VDR ในเนื้อเยื่อหลังการสูญเสียเอสโตรเจนจะไม่พบในทุกการศึกษา แต่ข้อค้นพบอื่นชี้ว่า ผลของการสูญเสียเอสโตรเจนต่อการตอบสนองของลำไส้ต่อ 1,25(OH)2D เกิดจากระดับ VDR ที่ลดลง [6]การบริโภคแคลเซียมและวิตามินดีในปริมาณสูง สัมพันธ์เชิงผ่อนปรน กับความเสี่ยงวัยหมดประจำเดือนก่อนอายุที่ลดลง ในทางตรงกันข้าม การได้รับแคลเซียมแบบเสริม (อาหารเสริม) สัมพันธ์เชิงบวกกับวัยหมดประจำเดือนก่อนอายุ ขณะที่การเสริมวิตามินดีไม่สัมพันธ์ [7] ผลข้างเคียงแคลเซียม    ผู้ใช้แคลเซียมเสริมทราบดีว่ามีแนวโน้มทำให้เกิดอาการทางทางเดินอาหาร โดยเฉพาะ ท้องผูก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุที่เปราะบาง มีหลักฐานว่าแคลเซียมเสริมเพิ่มความเสี่ยง กล้ามเนื้อหัวใจตาย และอาจรวมถึง หลอดเลือดสมอง งานวิจัยในผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับแคลเซียมเพื่อจับฟอสเฟตก็พบการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ดังที่กล่าวไป การเสริมแคลเซียมทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงขึ้นเฉียบพลัน และระดับแคลเซียมในเลือดที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย หลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตที่สูงขึ้นในงานวิจัยแบบกลุ่มตามประชากร [8] วิตามินดี    การศึกษาส่วนใหญ่ใช้ขนาด 400–1000 IU/วัน โดยไม่พบหลักฐานผลไม่พึงประสงค์ และโดยทั่วไปถือว่าขนาด สูงถึง 2000 IU/วัน ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม มีการทดลองที่พบว่าการให้วิตามินดี 4000 IU/วัน, 60,000 IU/เดือน, หรือ 300,000–500,000 IU/ปี เพิ่มความเสี่ยง หกล้ม และ/หรือ กระดูกหัก และงานวิจัยระยะ 3 ปีล่าสุดพบว่า 4000 IU/วัน และ 10,000 IU/วัน เร่งการสูญเสียมวลกระดูก การใช้ขนาดสูงมากเหล่านี้จึงไม่สมเหตุสมผล เพราะเกณฑ์ประโยชน์ต่อกระดูกของวิตามินดีบรรลุได้ด้วย 400–1000 IU/วัน การเสริมเกิน 2000 IU/วัน ควรทำภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัดและเฉพาะกรณีพิเศษ [8]ReferencesLanham-New S. Importance of calcium, vitamin D and vitamin K for osteoporosis prevention and treatment. Proceedings of the Nutrition Society. 2008 [cited 2022 November 30]; 67: 163-76. Available form: https://www.cambridge.org/core/journals/proceedings-of-the-nutrition-society/article/importance-of-calcium-vitamin-d-and-vitamin-k-for-osteoporosis-prevention-and-treatment/C30A29EDA3064CC8313079BAF4C486C6Khazai N, Judd S, Tangpricha V. Calcium and vitamin D: skeletal and extraskeletal health. Current Rheumatology Reports. 2008 [cited 2022 November 30]; 10: 1-13. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2669834/Heravi A, Michos E. Vitamin D and Calcium Supplements: Helpful, Harmful, or Neutral for Cardiovascular Risk? Methodist Debakey Cardiovascular Journal. 2019 [cited 2022 November 30]; 15: 207-13. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6822648/Weaver C, Alexander D, Boushey C, Dawson-Hughes B, Lappe J, LeBoff M, et al. Calcium plus vitamin D supplementation and risk of fractures: an updated meta-analysis from the National Osteoporosis Foundation. Osteoporosis International. 2016 [cited 2022 November 29]; 27: 367-76. Available form: https://link.springer.com/article/10.1007/s00198-015-3386-5Khammissa R, Fourie J, Motswaledi M, Ballyram R, Lemmer J, Feller L. The Biological Activities of Vitamin D and Its Receptor in Relation to Calcium and Bone Homeostasis, Cancer, Immune and Cardiovascular Systems, Skin Biology, and Oral Health. BioMed Research International. 2018 [cited 2022 November 30]; 2018: 1-10. Available form: https://www.hindawi.com/journals/bmri/2018/9276380/Fleet J. The role of vitamin D in the endocrinology controlling calcium homeostasis. Molecular and Cellular Endocrinology. 2017 [cited 2022 November 30]; 453: 1-24. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5529228/Purdue-Smithe A, Whitcomb B, Szegda K, Boutot M, Manson J, Hankinson S, et al. Vitamin D and calcium intake and risk of early menopause. The American Journal of Clinical Nutrition. 2017 [cited 2022 November 30]; 105: 1493-1501. Available form: https://academic.oup.com/ajcn/article/105/6/1493/4633994?login=falseReid I, Bolland M. Calcium and/or Vitamin D Supplementation for the Prevention of Fragility Fractures: Who Needs It? Nutrients. 2020 [cited 2022 November 30]; 12: 1-9. Available form: https://www.mdpi.com/2072-6643/12/4/1011

แสงสีฟ้า ภัยร้ายของยุคที่ชีวิตติดจอ!!!

แสงสีฟ้า ภัยร้ายของยุคที่ชีวิตติดจอ!!!

มีนาคม 21, 2568

แสงสีฟ้า ภัยร้ายยุคชีวิตติดจอ     แสงสีฟ้า: ในทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของเราส่วนใหญ่มักอยู่กับหน้าจอคอม หน้าจอโทรศัพท์ แท็บแลต และสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ดวงตาจะได้รับแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์เหล่านี้ไปด้วย ซึ่งเจ้าแสงสีฟ้านี่แหละที่เป็นภัยเงียบที่เข้ามามีผลต่อดวงตาเราโดยตรง 3 ภาวะเสี่ยงที่เกิดจากแสงสีฟ้าได้แก่ ภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) มีอาการล้า คัน เคือง ปวด แสบตา มองภาพไม่ชัด ภาพซ้อน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา น้ำตาไหล ตาแห้ง ดวงตาไวต่อแสงมากขึ้นภาวะเซลล์ประสาทตาตาย เมื่อดวงตาได้รับแสงสีฟ้า จะส่งผลให้เซลล์ดวงตาเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ค่าสายตาผิดปกติเร็วขึ้น เนื่องจากคลื่นแสงพลังงานสูงเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ (Free Radical) ในเซลล์ของจอประสาทตาจอประสาทตาเสื่อม สารเคมีช่วยการมองเห็นในจอตาที่เรียกว่าเรตินอล (Retinal) ทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ทำให้เกิดโมเลกุลมีพิษทำลายเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงจนเซลล์ตายลง ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเพราะจอตาไม่สามารถส่งสัญญาณสื่อประสาทไปยังสมองได้โรคตาแห้ง (Dry Eye) ทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง หรือแสบตา ในบางรายอาจพบอาการตาแดงร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักพบในกลุ่มคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ และอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา คนที่ผ่าตัดหรือทำเลเซอร์ตา และหากปล่อยให้ตาแห้งเป็นเวลานาน ๆ อาจส่งผลให้เกิดภาวะตาอักเสบ และเสี่ยงต่อภาวะดวงตาติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการมองเห็นต่อไปในอนาคตโรคต้อกระจก (Cataract) มีอาการเห็นภาพมัว มีฝ้าขาว ซึ่งแต่ละคนจะมีระดับความรุนแรงของอาการไม่เหมือนกันวิธีการดูแลดวงตาจากแสงสีฟ้า ได้แก่ ลดความสว่างของหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆติดฟิล์มที่หน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยกรองแสงสีฟ้าพักสายตาทุก ๆ 30 นาที โดยหลับตาพักประมาณ 1 นาที มองไปไกลออกไป 30 วินาที และหาผ้าชุปน้ำอุ่น ๆ ประคบไว้ที่ดวงตาประมาณ 1-2 นาทีสวมแว่นกรองรังสีจากหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆกระพริบตา 1-2 ครั้งต่อ 10 วินาทีหาวิตามินเสริมเพื่อดูแลดวงตา ด้วยสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ พร้อมเสริมการทำงานของดวงตาด้วยลูทีนบิลเบอร์รี่ (Bilberry) เป็นผลไม้สีน้ำเงินม่วง ตระกูลเดียวกับเบอร์รีทั้งหลาย และมีนักวิจัย ไมเคิล ที เมอร์เรย์ (Michael T. Murray) ได้กล่าวว่าสาร แอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides)สารสีน้ำเงินหรือม่วงที่พบมากในบิลเบอร์รี มีคุณสมบัติสำคัญคือสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทต่อดวงตา มีผลต่อเซลล์เยื่อบุผิวเรตินาในการมองเห็น และลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา ช่วยป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก และป้องกันจอประสาทตาเสื่อม อีกทั้งยังช่วยสร้างความแข็งแรงของคอลลาเจนในเส้นเลือดฝอยที่ตาและเชื่อมต่อเนื้อเยื่อดีขึ้น ลดอาการตาแห้ง ตาล้า และมีส่วนช่วยบรรเทาอาการตาบอดกลางคืน ทำให้การมองเห็นในที่สลัวดีขึ้น ควบคุมการทำงานของเรตินาจอรับแสงป้องกันโรคตาบอดแสง และการมองไม่เห็นในตอนกลางวันลูทีน (Lutein) เป็นสารอาหารในกลุ่มที่เรียกว่าแซนโทฟิลส์ (xanthophylls) มีลักษณะเป็นสารสีเหลือง อยู่ในจำพวกแคโรทีนอยด์ (carotenoids) เป็นสารอาหารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา ภายในจอประสาทตาจะมีร่องเล็ก ๆ ที่มีเซลล์คอยรับภาพจากจอประสาทตา เป็นจุดที่แสงตกกระทบ และทำให้สามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนในแต่ละวันได้ ซึ่งบริเวณนี้จะพบลูทีนอยู่จำนวนมาก โดยจะพบได้ตรงชั้นเนื้อเยื่อที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาท ซึ่งจุดที่สำคัญต่อการมองเห็นเป้นอย่างมาก หากบริเวณดังกล่าวเสื่อม หรือสูญเสียหน้าที่ จะทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดได้โดยลูทีน จะทำหน้าที่สำคัญในการกรองแสงสี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในดวงตา อีกทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องจอประสาทตา โดยลูทีนจะทำงานร่วมกับกรดไขมันดีเอชเอ และเอเอ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านการมองเห็นของเด็กอีกด้วย ReferencesGazzolo D, Picone S, Gaiero A, Bellettato M, Montrone G, Riccobene F, et al. Early Pediatric Benefit of Lutein for Maturing Eyes and Brain-An Overview. Nutrients. 2021 [cited 2023July 17]; 13: 1-26. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8468336/Mrowicka M, Mrowicki J, Kucharska E, Majsterek I. Lutein and Zeaxanthin and Their Roles in Age-Related Macular Degeneration-Neurodegenerative Disease. Nutrients. 2022 [cited 2023 July 17]; 14: 1-14. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8874683/Mares J. Lutein and Zeaxanthin Isomers in Eye Health and Disease. Annu Rev Nutr. 2016 [cited 2023 July 17]; 36: 571-602. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5611842/Johra F, Bepari A, Bristy A, Reza H. A Mechanistic Review of β-Carotene, Lutein, and Zeaxanthin in Eye Health and Disease. Antioxidants (Basel). 2020 [cited 2023 July 19]; 9: 1-21. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7692753/Li LH, Lee JC, Leung HH, Lam WC, Fu Z, Lo ACY. Lutein Supplementation for Eye Diseases. Nutrients. 2020 [cited 2023 July 19]; 12: 1-27. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7352796/Muz O, Orhan C, Erten F, Tuzcu M, Ozercan I, Singh P, et al. A Novel Integrated Active Herbal Formulation Ameliorates Dry Eye Syndrome by Inhibiting Inflammation and Oxidative Stress and Enhancing Glycosylated Phosphoproteins in Rats. Pharmaceuticals (Basel). 2020 [cited 2023 July 19]; 13: 1-18. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7599565/Buscemi S, Corleo D, Di Pace F, Petroni ML, Satriano A, Marchesini G. The Effect of Lutein on Eye and Extra-Eye Health. Nutrients. 2018 [cited 2023 July 19]; 10: 1-24. Available form: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6164534/

สารสกัดน้ำมันงา มหัศจรรย์จากธัญพืช

สารสกัดน้ำมันงา มหัศจรรย์จากธัญพืช

มีนาคม 19, 2568

สารสกัดน้ำมันงา“งา” พืชเมล็ดจิ๋วที่ทุกคนรู้จักกันดี เป็นเมล็ดพืชเมล็ดจิ๋วแต่แจ๋วแถมยังดีต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เช่น ให้พลังงาน 697 กิโลแคลอรี่ ให้น้ำ 3.0 กรัม ให้โปรตีน 26.1 กรัม ไขมันดี 64.2 กรัม ให้คาร์โบไฮเดตร 64.2 กรัม และให้แคลเซียม 90 มิลลิกรัม ทั้งยังอุดมไปด้วย โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 จึงทำให้งามักถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านสุขภาพและความงามเป็นจำนวนมากความมหัศจรรย์ของธัญพืชเมล็ดจิ๋ว “งา”เสริมความแข็งแรงของกระดูก สารสกัดน้ำมันงา เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุหลายชนิดที่ล้วนดีต่อสุขภาพกระดูก เช่น ซิงค์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น โดยทางข้อมูลทางโภชนาการได้ระบุว่า งา มีปริมาณแคลเซียมมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า และมีมากกว่าผักหลายๆ ชนิดถึง 20 เท่า ทำให้เมื่อรับประทานน้ำมันงา เป็นประจำสม่ำเสมอจึงช่วยเสริมการเติบโตของกระดูก และเสริมสร้างความแข็งแรงพร้อมซ่อมแซมกระดูกและกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ ลดอัตราเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน และป้องกันข้อเข่าเสื่อมลดอาการอักเสบ ในน้ำมันงา เปี่ยมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่างธาตุคอปเปอร์ ที่มีฤทธิ์ในการต้านอาการอักเสบ อีกทั้งยังมีสารฟีนอลจำนวนมากที่เป็นสารในกลุ่มลิกแนนที่พบได้ในเฉพาะสารสกัดน้ำมันงา อันได้แก่ สารเซซามิน สารเซซามอล และสารเซซาโมลิน ซึ่งมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารเซซามินในเมล็ดงาถึงผลในการรักษาโรคข้อเสื่อม พบว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งสารที่เข้าไปทำลายกระดูกอ่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเจ้าสารเซซามินจากน้ำมันงาจะเข้าไปเพิ่มความหนาของกระดูกอ่อน เพื่อลดการสูญเสีย และเพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน (Collagen) และโปรทีโอไกลแคน (Proteoglycans) ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างกระดูกอ่อนลดความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง น้ำมันงา อุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียมที่เป็นแหล่งของไฟเดต (Phytate) ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่จะนำพาให้เซลล์ในร่างกายเกิดโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังร้ายแรงต่าง ๆลดอาการนอนไม่หลับ ในสารสกัดน้ำมันงา มีวิตามินบี ที่จะช่วยคนที่กำลังประสบปัญหา “นอนไม่หลับ” เนื่องจากวิตามินบีในสารสกัดน้ำมันงา มีส่วนช่วยให้ระบบประสาททำงานดีขึ้น ช่วยบำรุงระบบประสาท ลดอาการตึงเครียดของสมอง จึงช่วยให้นอนหลับสบายและหลับลึกขึ้น ลดระดับคอเลสเตอรอล ในกระบวนการสกัดน้ำมันงา จะได้ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่ดีต่อร่างกาย อย่าง โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ที่สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไขมันที่เกาะตามหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วยทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความมหัศจรรย์จากธัญพืชเมล็ดจิ๋วอย่าง “งา”เท่านั้น ยังมีความมหัศจรรย์อีกมากมายที่เฉพาะตัวของเจ้าสารสกัดน้ำมันงาสามารถทำได้ แต่ด้วยองค์ประกอบหลักของสารสกัดน้ำมันงาให้พลังงานที่ค่อนข้างสูง จึงควรรับประทานวันละไม่เกิน 15 กรัม (1,000 มิลลิกรัม = 1 กรัม) และควรเพิ่มความพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นสารสกัดจากงาบริสุทธิ์ที่แท้จริง เพราะมีบางแหล่งผลิตที่ทำการแต่งกลิ่นงาเพื่อดึงดูดความน่าสนใจ และควรเลือกแหล่งผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐานรับรองถูกต้องเพื่อเป็นการการันตีถึงคุณค่าทางโภชนาการที่เราจะได้รับจากสารสกัดน้ำงา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่เราควรได้รับอย่างเต็มที่ น้ำมันงา: ดีต่อสุขภาพหรือไม่?งา (Sesamum indicum L.) เป็นพืชน้ำมันที่มนุษย์ปลูกและบริโภคมาช้านาน อยู่ในวงศ์ Pedaliaceae และจัดอยู่ใน “พืชน้ำมันหลัก 4 ชนิดของจีน” ร่วมกับเรพซีด ถั่วเหลือง และถั่วลิสง ด้วย กลิ่นหอมเฉพาะและรสชาติมันหอม ทำให้น้ำมันงาถูกผลิตอย่างกว้างขวางและเป็นที่นิยม งาแบ่งได้ตามสีของเชื้อพันธุ์ (germplasm) เป็น งาขาว งาดำ และงาเหลือง โดยงาดำและงาขาวพบมากและปลูกแพร่หลายที่สุด งาดำมี ศักยภาพการเจริญเติบโตสูง ต้านการหักล้ม และทนแล้ง ส่วนงาขาวมี ปริมาณน้ำมันสูง คุณภาพดี และมีพื้นที่เพาะปลูก/การกระจายมากที่สุด [1]เมล็ดงานั้นอุดมด้วย ไขมัน โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร น้ำมันงาที่ได้จากกระบวนการสกัดแบบดั้งเดิมอุดมด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินที่ละลายในไขมัน กรดอะมิโน และสารอาหารอื่น ๆ งานวิจัยพบว่าเมล็ดงามี โปรตีน 21.9% และไขมัน 61.7% และมีแร่ธาตุสูง นอกจากคุณค่าสารอาหาร งายังมี องค์ประกอบออกฤทธิ์ ที่สำคัญหลายชนิด เช่น เซซามิน เซซามอลิน เซซามอล เซซามินอล เซซามอลินฟีนอล และลิกแนนอื่น ๆ ซึ่งปริมาณของแต่ละชนิดจะแตกต่างตาม วิธีสกัดและสภาพแวดล้อมการปลูก เช่น น้ำมันงาคั่วร้อน มี เซซามอล เซซามิน และลิกแนนรวม สูงกว่าแบบ สกัดเย็น และ แบบกลั่น (refined) [1]น้ำมันงา เป็นน้ำมันหอมที่สกัดจากเมล็ดงา เป็นผลิตผลจากการแปรรูปขั้นต้นและใช้เป็น น้ำมันบริโภค ได้ ใน น้ำมันงา มี กรดไลโนเลอิกและไลโนเลนิก รวมถึงสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจำนวนมาก เช่น ลิกแนน วิตามินอีธรรมชาติ และไฟโตสเตอรอล น้ำมันงาที่ได้ด้วย การสกัดเย็น มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการสูง กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลักคือ กรดไลโนเลอิก 46.9% รองลงมาคือ กรดโอเลอิก 37.4% ซึ่งเป็น กรดไขมันจำเป็น ที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหาร [1] ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันงาโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis; OA)น้ำมันงาช่วย บรรเทาความผิดปกติของกล้ามเนื้อสี่หัวต้นขา (quadriceps) ในหนูที่เป็น OA ความแข็งแรงกล้ามเนื้อต่ำสัมพันธ์กับการ ผลิต IL-6 ที่เพิ่มขึ้น และ กิจกรรม citrate synthase (CS) ที่ลดลง ในหลายโมเดลโรคของสัตว์ การเปลี่ยนชนิดของ myosin heavy chain (MHC) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยในผู้ป่วย OA ความแข็งแรงที่ลดลงสัมพันธ์กับ เส้นใยชนิด MHC IIa ที่ลดลง ในการศึกษานี้ น้ำมันงาช่วยปรับปรุงการทำงานของกล้ามเนื้อ และเพิ่มการแสดงออกของยีน MHC IIa ซึ่งอาจเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความผิดปกติของกล้ามเนื้อได้อย่างน้อยบางส่วน [2]น้ำมันงาอาจช่วยปรับปรุงภาวะกล้ามเนื้อผิดปกติของ quadriceps โดย ยับยั้งความเครียดออกซิเดชัน ของกล้ามเนื้อในระยะเริ่มของ OA การเพิ่มขึ้นของ ROS ทำให้เกิดการเสื่อมของกล้ามเนื้อได้ ด้วยการทำลายออกซิเดชันต่อโปรตีนหดตัวของกล้ามเนื้อ หรือการกระตุ้นระบบโปรตีโอไลติก (เช่น calpain และ ubiquitin pathway) การผลิต ROS มากเกินไปยัง เปลี่ยนชนิดเส้นใยและการทำงานของกล้ามเนื้อ ผ่านการควบคุมการแสดงออกของยีน MHC อีกทั้งการยับยั้งการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกายในหนูทำให้ มวลกล้ามเนื้อลดลงและกล้ามเนื้ออ่อนแรง การศึกษานี้ชี้ว่า น้ำมันงาอาจ ลดอาการปวดข้อ โดยปรับปรุงความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับความเครียดออกซิเดชัน [2]เซซามิน ถูกพบว่ามี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ เป็นที่ทราบกันว่า TNF-α มีบทบาทสำคัญในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ งานของ Khansai et al. พบว่า เซซามินลดการแสดงออก mRNA ของ IL-6 และ IL-1 ในเซลล์ fibroblast เยื่อบุข้อของมนุษย์ แสดงให้เห็นว่าเซซามิน ยับยั้งการเหนี่ยวนำไซโตไคน์ก่ออักเสบโดย TNF-α เมแทบอไลต์หลักของเซซามินในพลาสมาคนหลังรับประทานคือ sesamin catechol conjugates ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบผ่านกระบวนการในแมคโครฟาจชนิด J774.1 โดยยับยั้งการแสดงออกของ interferon-β และ iNOS อีกทั้งพบว่า SC1 ซึ่งเป็นเมแทบอไลต์ของเซซามินโดยเอนไซม์ CYP450 มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แรงกว่าเซซามินเดิม [1] โรคหัวใจและหลอดเลือด & ไขมันในเลือด/ไลโปโปรตีนเป็นที่ทราบว่า ไขมันและไลโปโปรตีนมีบทบาทก่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) ในนม เนย ชีส เนื้อวัว แกะ หมู ไก่ ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว ทำให้ LDL-C และ HDL-C สูงขึ้น โดย LDL-C สูงขึ้นจาก การกำจัด LDL ในตับลดลง และ การสร้าง LDL เพิ่มขึ้น เนื่องจาก ตัวรับ LDL ในตับลดลง น้ำมันงามี กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) ที่สามารถ ลด LDL-C ได้โดย เพิ่มการทำงานของตัวรับ LDL ในตับ [3]แม้เมตาอะนาลิซิสส่วนใหญ่ ยังไม่ยืนยันชัด ว่า MUFA ลดเหตุการณ์ CVD ได้ แต่มี เมตาอะนาลิซิสหนึ่งฉบับ และการศึกษาเชิงสังเกตขนาดใหญ่สองงาน (Nurses’ Health Study และ Health Professionals Follow-Up Study) พบว่า MUFA จากพืช ให้ประโยชน์ ในขณะที่ MUFA จากแหล่งอื่น ไม่ช่วยปกป้อง ต่อเหตุการณ์ CVD [3] กลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome)ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันเลือดผิดปกติ ความดันสูง และอ้วนลงพุง เป็นองค์ประกอบของกลุ่มอาการเมตาบอลิก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง เบาหวานชนิดที่ 2 และ CVD การอักเสบและ ความเครียดออกซิเดชัน มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดกลุ่มอาการนี้ ตัวชี้วัดเมตาบอลิกรวมถึง ไตรกลีเซอไรด์สูง (TG) HDL ต่ำ ความดันสูง โรคอ้วน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และความเครียดออกซิเดชันสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่เพิ่มการเสียชีวิตจาก CVD เบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมองทั่วโลก กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) ช่วยเพิ่ม ความไวต่ออินซูลิน และมีผลดีหลายประการ MUFA ช่วย ลดภาวะดื้อต่ออินซูลินและ TG โดยส่งเสริมการ ออกซิเดชันของกรดไขมัน [4]น้ำมันงาอุดมด้วย MUFA และกรดไขมันโอเมกา-6 ชนิด PUFA (รวม ~83–90%) ได้แก่ กรดโอเลอิก และ กรดไลโนเลอิก ตามลำดับ ในน้ำมันงานอกจากนี้ยังมี โทโคฟีรอล เซซามิน เซซามอลิน โพลีฟีนอล ไฟโตสเตอรอล ฟลาโวนอยด์ และลิกแนนเซซามอล ที่มีฤทธิ์ ต้านการอักเสบและต้านการกลายพันธุ์ อีกทั้งการบริโภคน้ำมันงายัง ปรับความดันโลหิต อินซูลิน และระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร (FBG) ให้ดีขึ้น ในน้ำมันงานยังมี วิตามิน B6 แมกนีเซียม แคลเซียม ทองแดง เหล็ก และสังกะสี ซึ่งช่วย ลดความดันโลหิต ภาวะไขมันในเลือดสูง และการเกิดลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน โดยเพิ่มทั้ง สารต้านอนุมูลอิสระชนิดเอนไซม์และไม่ใช่เอนไซม์ เซซามิน ยังมี ฤทธิ์ต้านหลอดเลือดแข็ง ช่วย ควบคุมความดันโลหิต [4]การทบทวนอย่างเป็นระบบและเมตาอะนาลิซิสล่าสุด รวม 12 การทดลองทางคลินิก แสดงหลักฐานว่า การบริโภคน้ำมันงาช่วยปรับตัวชี้วัดเมตาบอลิก โดยรวมแล้ว ลด FBG ได้ −3.268 mg/dL และ ลด malondialdehyde (MDA) ได้ −4.847 mg/dL เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม อีกทั้ง HbA1c (−2.057%) ความดันซิสโตลิก (−2.679 mmHg) ความดันไดแอสโตลิก (−1.981 mmHg) น้ำหนักตัว (−0.346 kg) และ BMI (−0.385 kg/m²) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากค่าเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ไม่พบผลลดระดับอินซูลินในซีรั่ม [4] เอกสารอ้างอิงWei P, Zhao F, Wang Z, Wang Q, Chai X, Hou G, Meng Q. Sesame (Sesamum indicum L.): A Comprehensive Review of Nutritional Value, Phytochemical Composition, Health Benefits, Development of Food, and Industrial Applications. Nutrients. 2022;14:1–26. https://www.mdpi.com/2072-6643/14/19/4079Hsu D, Chu P, Jou I. Enteral sesame oil therapeutically relieves disease severity in rat experimental osteoarthritis. Food Nutr Res. 2016;60:29807. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4816814/Feingold K. The Effect of Diet on Cardiovascular Disease and Lipid and Lipoprotein Levels. Endotext. 2021. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK570127/Atefi M, Entezari M, Vahedi H, Hassanzadeh A. The effects of sesame oil on metabolic biomarkers: a systematic review and meta-analysis of clinical trials. J Diabetes & Metab Disord. 2022;21:1065–80. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC9167273/

ซิงค์วิธีการใช้ซิงค์ในการรักษาสิว

ซิงค์วิธีการใช้ซิงค์ในการรักษาสิว

มีนาคม 18, 2568

ประโยชน์ของการเสริมสังกะสี (Zinc)     ซิงค์ ( ZINC ) หรือสังกะสี เป็นแร่ธาตุในกลุ่มธาตุปริมาณน้อย หรือ Trace Minerals เป็นแร่ธาตุที่ใช้ในกระบวนการของร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมกับเอนไซม์ต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะ เช่น การสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ การทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย การรักษาแผลจากสิวอักเสบ เป็นต้น หากได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอร่างกาย  อาจส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายทำงานไม่เป็นปกติ สังกะสีพบได้ในทุกๆ เซลล์ของร่างกายและยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของเอนไซม์กว่า 100 ชนิด อีกทั้ง ยังมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมช่วยในการรักษาบาดแผลให้หายเร็วขึ้นและยังช่วยให้พัฒนาการในวัยเด็กและหนุ่มสาวเป็นไปอย่างปกติ ซิงค์สามารถรักษาสิวได้ จริงๆหรือไม่ในความเป็นจริงแล้วซิงค์หรือสังกะสีไม่ได้มีผลในการรักษาสิวโดยตรง เพียงแต่สังกะสีสามารถช่วยรักษาสมดุลของต่อมไขมันและปริมาณไขมันที่ผลิตออกมาบนผิวหนังได้ จึงสามารถช่วยลดการอุดตันของไขมันที่เป็นสาเหตุของสิวอีกทั้งสังกะสียังมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆของผิวหนังทำให้แผลหายเร็วขึ้นและการอักเสบของแผลสิว ก็ลดน้อยลง ดังนั้นซิงค์จึงช่วยทำให้รู้สึกว่าแผลสิวหายเร็ว รอยดำรอยแดงก็จางเร็วขึ้นมากที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรรับประทาน ซิงค์ (Zinc) พร้อมกับนมหรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง เพราะแคลเซียมจะเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของ ซิงค์ แต่ถ้าหากรับประทานตอนท้องว่างแล้วรู้สึกไม่สบายท้อง ก็อาจทานพร้อมกับอาหารก็ได้แต่อาจได้รับผลจากยาไม่ดีเท่าที่ควรเพื่อให้สามารถรับประทานซิงค์ ได้โดยไม่เกิดปัญหา นอกจากนี้ซิงค์ ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนหลังจากที่รับประทานเข้าไปแล้ว จึงจะให้ผลที่ชัดเจนโดยทั่วไปร่างกายได้รับแร่ธาตุซิงค์จากการรับประทานอาหารเป็นปกติอยู่แล้วแต่อาจพบภาวะการขาดซิงค์ได้ในบางคนซึ่งมีปัญหาในเรื่องระบบการการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ภายในร่างกายโดยปริมาณความต้องการสังกะสีของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามเพศ วัยและช่วงอายุ แต่โดยปกติแล้วไม่ควรรับประทานเกิน 40 mg./วัน เพราะหากร่างกายได้รับสังกะสีในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะไปรบกวนการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายได้ และอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย เป็นต้นดังนั้นการรับประทานซิงค์ติดต่อกันเป็นเวลานานควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะถึงแม้จะช่วยรักษาสิว ทั้งสิวอักเสบ และแผลจากสิวอักเสบ ก็ตาม แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงถ้าทานมากเกินไป Zinc สังกะสี สังกะสีเป็นธาตุอาหารรองที่สิ่งมีชีวิตและกระบวนการชีวภาพต้องการ เนื่องจากร่างกาย ไม่สามารถสะสมสังกะสี ได้ จึงจำเป็นต้องได้รับอย่างสม่ำเสมอจากอาหาร [1] ในร่างกายมนุษย์ สังกะสีพบใน กล้ามเนื้อ (60%) กระดูก (30%) และผิวหนัง (5%) สังกะสีเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเอนไซม์และโปรตีนหลากหลายชนิด และช่วยในการดูดซึมวิตามิน A, E และโฟเลต ระดับสังกะสีต่ำสัมพันธ์กับโอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการติดเชื้อและพยาธิสภาพเสื่อม นอกจากนี้ สังกะสียังมีบทบาทสำคัญต่อ การทำงานทางจิตสังคมของพฤติกรรมมนุษย์ [2]ภาวะขาดสังกะสี ซึ่งกำหนดโดยระดับสังกะสีในพลาสมาต่ำกว่า 60 µg/dL จะเกินความสามารถการควบคุมของกลไกสมดุลภายใน (homeostasis) จนอาจเกิดอาการทางคลินิกได้ สาเหตุของการขาดสังกะสี ได้แก่ การได้รับไม่เพียงพอ การดูดซึมลดลง การสูญเสียเพิ่มขึ้น หรือความต้องการที่สูงขึ้น นอกจากนี้อาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น Acrodermatitis enteropathica และ โรคเคียว (sickle cell disease) การได้รับสังกะสีไม่พอเพียงเนื่องจากอาหารที่ขาดสังกะสีหรืออาหารที่ ฟิเตตสูง เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการขาดสังกะสีทั่วโลก กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีความต้องการทางสรีรวิทยาสูง โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุ ซึ่งมีการดูดซึมลดลงตามวัยและคุณภาพอาหารด้อยลง [3]อาการของ การขาดสังกะสีรุนแรงในผู้ชาย ได้แก่ ผื่นตุ่มพอง-ตุ่มหนอง (bullous-pustular dermatitis) ผมร่วง ท้องเสีย น้ำหนักลด การติดเชื้อแทรกซ้อน และภาวะฮอร์โมนเพศชายบกพร่อง (hypogonadism) ภาวะขาดสังกะสีรุนแรงที่ไม่ถูกวินิจฉัยอาจถึงแก่ชีวิตได้ อาการของ การขาดระดับปานกลาง ได้แก่ การเจริญเติบโตช้า วัยเจริญพันธุ์ล่าช้า hypogonadism ในผู้ชาย ผิวหยาบ เบื่ออาหาร แผลหายช้า และผิดปกติของ การรับรส การรับกลิ่น และการมองเห็นในที่มืด ส่วน การขาดเล็กน้อย อาจพบภาวะมีอสุจิน้อย (oligospermia) น้ำหนักลด และภาวะแอมโมเนียในเลือดสูง (hyperammonemia) [3]ประโยชน์ของการเสริมสังกะสี สิวอักเสบ (Acne Vulgaris)นับตั้งแต่ Michaelsson พบผลดีของสังกะสีต่อสิวในผู้ป่วย acrodermatitis enteropathica และมีการศึกษาต่อมาที่พบระดับสังกะสีในซีรั่มต่ำในผู้ป่วยสิว สังกะสีจึงถูกใช้รักษาสิวทั้งแบบทาและแบบรับประทานอย่างแพร่หลาย รายงานระบุว่า สังกะสีซัลเฟตชนิดรับประทาน มีประสิทธิภาพมากกว่าในสิวรุนแรงเมื่อเทียบกับสิวเล็กน้อย-ปานกลาง แต่พบ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ได้บ่อย สังกะสีกลูโคเนตชนิดรับประทาน ก็มีรายงานว่าได้ผลในสิวอักเสบ แต่ขนาดเริ่มต้นแบบ loading dose ไม่ได้ผล อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของ เกลือสังกะสี โดยรวม เทียบเท่าหรือด้อยกว่า ยาปฏิชีวนะรับประทานกลุ่มเตตราไซคลิน (minocycline, oxytetracycline) กลไกการออกฤทธิ์ของสังกะสียังไม่ชัดเจน เชื่อว่า มีผลต่อดุลการอักเสบจากจุลชีพ และช่วย เสริมการดูดซึมยาปฏิชีวนะ เมื่อนำมาใช้ร่วมกัน อีกกลไกหนึ่งคือ ฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน ที่ช่วยลดการผลิตไขมันบนผิว (sebum) [4] ผมร่วง (Alopecia)ผมร่วงแบบแอนโดรเจเนติก พบได้บ่อยในผู้ชายอายุมากกว่า 20 ปี โดยประเมินว่า 90% มีแนวโน้มถอยร่นของแนวเส้นผมด้านหน้า การรักษาหลักคือ มิโนอกซิดิล และ ฟินาสเตอไรด์ รวมถึงการผ่าตัดปลูกผม สังกะสีถูกค้นพบว่ามี ฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน และสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของเอนไซม์ 5α-reductase ชนิดที่ 1 และ 2 [4] ภูมิคุ้มกัน (Immunity)สังกะสี จำเป็นต่อการทำงานของเอนไซม์และทรานสคริปชันแฟกเตอร์หลายชนิด มีบทบาทสำคัญในการควบคุมทั้ง ภูมิคุ้มกันจำเพาะ (adaptive) และ ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด (innate) แหล่งอาหารที่มีสังกะสี ได้แก่ เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ผลิตภัณฑ์นม และยังพบในธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว และพืชตระกูลถั่ว โดย สังกะสีจากสัตว์มีชีวปริมาณออกฤทธิ์สูงกว่า พืช สาร ฟิเตต ไฟเบอร์บางชนิด และลิกนิน ในพืชสามารถจับสังกะสีและ ขัดขวางการดูดซึม [5]ผลของสังกะสีต่อระบบภูมิคุ้มกันมีความซับซ้อน สามารถทั้ง ส่งเสริมและยับยั้งกิจกรรมภูมิคุ้มกัน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอักเสบและการต้านอักเสบ การได้รับสังกะสีที่เหมาะสมจำเป็นต่อการ จำกัดการผลิตไซโตไคน์ก่อการอักเสบมากเกินไป: การศึกษาในหลอดทดลองและในมนุษย์พบว่าภาวะขาดสังกะสีสัมพันธ์กับการตอบสนองการอักเสบที่เพิ่มขึ้นและการหลั่งไซโตไคน์อักเสบเกิน เช่น IL-2, IL-6, TNF-α ซึ่งควบคุมผ่านเส้นทาง NF-κB สังกะสียังเพิ่มจำนวน inducible regulatory T cells อีกบทบาทสำคัญคือ คงความสมบูรณ์ของเยื่อกั้น (barrier) โดยเฉพาะเยื่อบุปอดและลำไส้ซึ่งเป็นด่านแรกต่อเชื้อก่อโรค การเสริมสังกะสีแสดง ฤทธิ์ต้านไวรัสโดยตรง ต่อ RSV, ไวรัสเด็งกี และโคโรนาไวรัส ลดความเครียดออกซิเดชัน และ ลดระยะเวลาของอาการหวัด ในผู้ใหญ่ บางรายงานยังเสนอว่า การใช้คลอโรควินร่วมกับสังกะสี อาจเพิ่มความเป็นพิษของคลอโรควินต่อไวรัส [5]การเสริมสังกะสีถูกศึกษาใน การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเฉียบพลัน สองการศึกษาพบว่าสังกะสีช่วย ลดจำนวนตอนของการติดเชื้อ และ เพิ่มอัตราการฟื้นตัว แต่อย่างหลังมีนัยสำคัญในเพียงเด็กผู้ชาย สาเหตุของการติดเชื้อ (เชื้อแบคทีเรีย/ไวรัสชนิดใด) ไม่ได้ถูกสำรวจในงานดังกล่าว จึงสรุปได้ว่าสังกะสี ลดอาการ แต่ ยังไม่มีหลักฐาน ว่ามีผลต่อ การตอบสนองภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ โดยตรง การวิเคราะห์รวม 4 การศึกษาเกี่ยวกับการเสริมต่อเนื่องยืนยันว่า สังกะสีมีประสิทธิภาพในการป้องกันปอดบวม โดยลดอุบัติการณ์ปอดบวมในเด็กในประเทศกำลังพัฒนาได้ 41% ปอดบวมเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญในเด็ก (~20% ของการเสียชีวิตในประเทศกำลังพัฒนา) ทำให้การเสริมสังกะสีเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการ ลดการตายของเด็ก นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ผู้สูงอายุ ก็อาจได้ประโยชน์ โดยการเสริมสังกะสีสัมพันธ์กับ ความเสี่ยงปอดบวมที่ต่ำลง ในผู้พักในบ้านพักผู้สูงอายุ [6] การสมานแผล (Wound Healing)สังกะสีพบในความเข้มข้นต่ำในเนื้อเยื่อและเยื่อหุ้มเซลล์ของผู้ป่วยที่อยู่ระหว่าง การสมานแผลหลังผ่าตัดระบบประสาท การควบคุมสังกะสีจึงอยู่ภายใต้กลไกที่เข้มงวด ทั้งระดับการถอดรหัสยีน ตัวขนส่งไอออน การคงสมดุลภายในเซลล์ และแหล่งภายนอก เวสิเคิลนอกเซลล์ มีสังกะสีปริมาณเล็กน้อยในภาวะปกติ สังกะสีถูกลำเลียงเข้าสู่เวสิเคิลภายในเซลล์โดย โปรตีนขนส่งสังกะสี (ZIP) ในไซโตซอลมีไอออนสังกะสีอิสระทำหน้าที่เป็น secondary messenger กำหนดเป้าหมายโปรตีนเพื่อควบคุมเส้นทางทางเคมีและสรีรวิทยาหลายอย่าง ดังนั้น ความพร้อมใช้และการควบคุมสังกะสีจึงสำคัญ ต่อสรีรวิทยาระดับเซลล์ [7]การขาดสังกะสีถูกโทษว่าเป็นสาเหตุของ แผลหายช้า ภาวะขาดสังกะสีเพิ่มการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อของโฮสต์ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดระบบประสาท ผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วย แผลไฟไหม้รุนแรง แผลกดทับ แผลผ่าตัดขนาดเล็ก ต่างได้รับประโยชน์จาก การเสริมสังกะสี [7] ปฏิกิริยาระหว่างธาตุอาหารและวิตามิน (Interactions) สังกะสีกับเหล็ก (Zinc–Iron)มีการศึกษาพบว่า เหล็กขนาดสูง สามารถ ลดการดูดซึมสังกะสี ในผู้ใหญ่ได้เมื่อให้ พร้อมกันในสารละลายและขณะท้องว่าง เชื่อว่าเกิดจาก การแข่งขันกันใช้เส้นทางดูดซึมที่ไม่จำเพาะ ผลกดการดูดซึมนี้ ไม่เกิด เมื่อให้เหล็กและสังกะสี พร้อมอาหาร เพราะสังกะสีสามารถดูดซึมผ่าน เส้นทางทางเลือก โดยอาศัยลิแกนด์ที่เกิดจากการย่อยโปรตีน [8] สังกะสีกับวิตามิน (Zinc–Vitamins)ปฏิสัมพันธ์ของสังกะสีกับวิตามินบางชนิด (A, D, E) น่าสนใจ เพราะสังกะสีมีผลต่อ โปรตีนขนส่ง ของวิตามินเหล่านี้ เช่น retinol-binding protein (วิตามิน A) และ tocopherol transporter (วิตามิน E) ความสัมพันธ์ระหว่างสังกะสีกับ วิตามินดี น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะสังกะสีเป็นองค์ประกอบใน โดเมนจับดีเอ็นเอของตัวรับวิตามินดี (โดยโครงสร้างแบบ zinc finger 2 ตำแหน่ง) ช่วยสนับสนุน การดูดกลับแคลเซียมที่ไต และ การดูดซึมฟอสฟอรัสที่ลำไส้ ดังนั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังกะสีกับวิตามินดีจึงสำคัญต่อการทำงานที่เหมาะสมของอวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึง สมองและกระดูก [8] สังกะสีกับแคลเซียม (Zinc–Calcium)แม้จะมีการเสนอว่ากลไกการดูดซึมของสังกะสีและแคลเซียมในลำไส้เล็กต่างกัน (เกี่ยวข้องกับ พรอสตาแกลนดิน E และ วิตามินดี ตามลำดับ) แต่การทดลองในหนูพบว่า แคลเซียมอาจรบกวนการดูดซึมสังกะสีในลำไส้ เนื่องจากมี การแข่งขันกันของตัวขนส่งผ่านเซลล์ (transcellular carriers) บนผิวเยื่อหุ้มเซลล์ [8] เอกสารอ้างอิงSanna A, Firinu D, Zavattari P, Valera P. Zinc Status and Autoimmunity: A Systematic Review and Meta-Analysis. Nutrients. 2018;10:1–17. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5793296/Uwitonze AM, Ojeh N, Murererehe J, Atfi A, Razzaque MS. Zinc Adequacy Is Essential for the Maintenance of Optimal Oral Health. Nutrients. 2020;12:1–14. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7230687/Kogan S, Sood A, Garnick MS. Zinc and Wound Healing: A Review of Zinc Physiology and Clinical Applications. Wounds. 2017;29:102–6. https://www.hmpgloballearningnetwork.com/site/wounds/article/zinc-and-wound-healing-review-zinc-physiology-and-clinical-applicationsGupta M, Mahajan VK, Mehta KS, Chauhan PS. Zinc therapy in dermatology: a review. Dermatol Res Pract. 2014;2014:. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4120804/Pecora F, Persico F, Argentiero A, Neglia C, Esposito S. The Role of Micronutrients in Support of the Immune Response against Viral Infections. Nutrients. 2020;12:1–45. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/Overbeck S, Rink L, Haase H. Modulating the immune response by oral zinc supplementation: a single approach for multiple diseases. Arch Immunol Ther Exp. 2008;56:15–30. https://ww.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7079749/Adjepong D, Jahangir S, Malik B. The Effect of Zinc on Post-Neurosurgical Wound Healing: A Review. Cureus. 2020;12:1–7. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7039353/Mocchegiani E, Romeo J, Malavolta M, Costarelli L, Giacconi R, Diaz LE, Marcos A. Zinc: dietary intake and impact of supplementation on immune function in elderly. Age (Dordr). 2013;35:839–60. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3636409/

สมองล้า ... Ginkgo Biloba เคล็ดลับเพิ่มพลัง บำรุงสมอง

สมองล้า ... Ginkgo Biloba เคล็ดลับเพิ่มพลัง บำรุงสมอง

มีนาคม 16, 2568

Ginkgo Biloba เคล็ดลับบำรุงสมองสมองล้า จากภาวะทางสังคมที่มีการแข่งขันที่สูงขึ้น ปัจจัยมากมายรอบตัวที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต จึงส่งผลให้เกิดความเครียด แต่เมื่อชีวิตเรายังคงต้องดำเนินต่อไปในทุก ๆ วัน ทำให้เกิดเป็นความเครียดสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลให้ “สมองล้า” (Brain fog syndrome) การทำงานของสมองในส่วนของความจำก็จะทำงานลดลง เริ่มมีอาการ เบลอ ๆ รู้สึกไม่สดชื่น มึนหัว พอหนักขึ้นก็เริ่ม นอนไม่หลับ ปวดหัวบ่อยขึ้นและเรื้อรัง สายตาพร่ามัว ความจำระยะสั้นแย่ลง ขี้หลงขี้ลืม และหงุดหงิดง่ายขึ้น หากยังปล่อยไว้ไม่ได้รักษาก็จะเสี่ยงที่จะเกิดโรคความจำเสื่อมก่อนวัย โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสันได้อาการ “สมองล้า” เป็นภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นกับสมอง มีผลมาจากความเครียดที่สะสมจากการใช้งานสมองอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันอย่าง การพักผ่อนน้อย การนอนดึก การทำงานโต้รุ่ง การเร่งทำงานให้เสร็จทันเวลา หรือแม้กระทั่งการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งกระตุ้นให้สารเคมีในสมอง หรือที่เรียกว่าสารสื่อประสาท ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาททำงานลดลงและเสียสมดุล สมองจึงทำงานได้น้อยลงและเกิดเป็นอาการต่างตามที่กล่าวข้างต้น วันนี้เราจึงมาแนะนำตัวช่วยดี ๆ จากธรรมชาติ ที่ปลอดภัยกับร่างกายมาเป็นตัวเสริม และเพิ่มพลังสมองอย่าง “แปะก๊วย” มาฝาก“แปะก๊วย” (Ginkgo biloba L.) หรือ “สารสกัดจากใบแปะก๊วย” พืชใบสีเขียวที่มีสรรพคุณมากมายหลายด้าน มีสารสำคัญหลักอย่าง สารเทอร์พีนอยด์ (Terpinoidal compounds) ได้แก่ ไบโลบาไลด์ (Bilobalide) ไดเทอร์ปีนแลคโตน 5 ชนิด ที่รวมตัวกันเรียก กิงโกไลต์ (Ginkgolides) และสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) จึงทำให้สารสกัดจากใบแปะก๊วย มีคุณสมบัติสำคัญมากมายที่ไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มพลังและบำรุงสมอง แต่ยังสามารถช่วยฟื้นฟูระบบภายในของร่างกายให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนได้รับการยอมรับและในบางประเทศมีการประกาศให้แปะก๊วยเป็นตัวยาที่แพทย์แผนปัจจุบันมีการสั่งจ่ายในการรักษา อีกทั้งยังมีศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดใบแปะก๊วยถึงผลในการรักษามากมาย อย่างฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant activity) ที่มีการศึกษาฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากใบแปะก๊วย พบว่า สามารถช่วยลดปริมาณการผลิตอนุมูลอิสระ ป้องกัน LDL จากภาวะเครียด ป้องกันเม็ดเลือดแดงจาก EGB-761 สารที่ทำลายเซลล์ประสาท และยังป้องกันจอตา (Retina) จากความเสื่อมของเซลล์ประสาทฤทธิ์การไหลเวียนของโลหิตไปยังสมอง (Cerebral blood flow increase) จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ได้รับสารสกัดใบแปะก๊วยขนาด 120-300 มิลลิกรัม/คน/วัน เป็นเวลา 4-12 สัปดาห์ มีผลเพิ่มปริมาณโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้อาการต่าง ๆ ที่เกิดจากโลหิตไปเลี้ยงสองไม่เพียงพอดีขึ้นภายใน 4 สัปดาห์ และหลังจากรับประทานต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ อาการดีขึ้นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และจากการศึกษากับกลุ่มผู้ป่วยโลหิตไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จำนวน 90 คน โดยให้รับประทานสารสกัดใบแปะก๊วยขนาด 150 มิลลิกรัม/วัน  เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ผู้ป่วยมีความจำดีขึ้น ระยะเวลาของความตั้งใจใจการทำงานเพิ่มขึ้น ความสามารถในการทำงานต่าง ๆ ที่ต้องใช้การปรับตัว และการตัดสินใจที่รวดเร็วดีขึ้นฤทธิ์ที่ช่วยให้ความจำดีขึ้น (Memory enhancement effect) โดยการศึกษาฤทธิ์ที่ช่วยให้ความจำดีขึ้นในผู้ป่วยสูงอายุ 18 คน ที่มีภาวะความจำเสื่อมจากความชรา พบว่า เมื่อผู้ป่วยรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วยขนาด 320 มิลลิกรัม/คน สามารถช่วยให้ความจำของผู้ป่วยดีขึ้นนอกจากนี้ ยังมีการศึกษาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต การศึกษาฤทธิ์ในการเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และการศึกษาฤทธิ์เพิ่มการมองเห็น ฯลฯ มีผลไปในทิศทางเดียวกัน คือมีผลดีขึ้นเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งสารสกัดจากใบแปะก๊วยยังมีสารสำคัญอย่าง เอเชียติโคไซค์ (Asiaticoside) เอเชียติคแอซิค (Aisatic Acid) และบลามิโนไซด์ (Brahimnoside) ที่ช่วยเข้าไปยับยั้งการสร้างสารที่ทำลายเซลล์สมอง ลดความเครียดของสมองจากการทำงานหนัก และช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของกำลังสมองอีกด้วยการดูแลรักษาฟื้นฟูสมองด้วยการปรับการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจยังไม่เพียงพอต่อการรักษาฟื้นฟู เนื่องจากสิ่งต่าง ๆ ภายนอกไม่ว่าจะเป็น คลื่นแม่เหล็กจาก คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ที่เข้าไปรบกวนสารสื่อประสาท ความเครียดที่เกิดโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว การนอนดึก การนอนไม่เพียงพอ การที่ขาดการออกกำลังกาย ที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง การที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และการที่ร่างกายได้รับสารพิษจากมลภวะ สารเคมีจากอาหาร หรือสิ่งปนเปื้อนที่ปนมากับอากาศ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบที่มีผลต่อสมองที่ยากจะหลีกเลี่ยง ได้การเพิ่มตัวช่วยเข้ามาช่วยเพิ่มพลังสมองจึงสำคัญอย่างมากเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ประโยชน์ของ “สารสกัดแปะก๊วย (Ginkgo Biloba Extract)”แปะก๊วย เป็นหนึ่งในสปีชีส์พืชที่เก่าแก่ที่สุดบนโลก ใบและเมล็ดถูกใช้เป็นยามาเป็นศตวรรษในประเทศจีน เริ่มแรกใช้รักษาหอบหืดและปัญหาระบบย่อยอาหาร ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ทศวรรษที่หกสิบ และปัจจุบันนับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สมุนไพรทางยาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก [1]เมื่อต้นทศวรรษ 1970 บริษัท Dr. Willmar Schwabe Pharmaceuticals (คาร์ลสรูเฮอ เยอรมนี) ได้พัฒนาวิธีสกัดและทำมาตรฐานสารสกัดจากใบแปะก๊วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลิตสารสกัดเข้มข้นและมีความคงตัวสูงจากใบแปะก๊วย สารสกัดมาตรฐานจากใบแปะก๊วยประกอบด้วย เทอร์พีนอยด์ 6% (โดยที่ 3.1% เป็นกินกโกลไลด์ A, B, C และ J และ 2.9% เป็นบิโลบาลิด), ฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ 24% (เช่น เควอซิติน แคมป์เฟอรอล อิซอราห์มเนติน ฯลฯ) และ กรดอินทรีย์ 5–10% [2]สารออกฤทธิ์สำคัญของสารสกัดแปะก๊วยคือ ฟลาโวนอยด์ และ เทอร์พีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต โดยเฉพาะ การไหลเวียนเลือดในสมอง จึงใช้กับภาวะต่าง ๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์และภาวะความจำเสื่อมที่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง นอกจากนี้ สารสกัดยังมีคุณสมบัติ ต้านอนุมูลอิสระ [3] และ ปกป้องระบบประสาท [2] คุณสมบัติของสารสกัดแปะก๊วย ภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ประชากรโลกที่สูงวัยอย่างรวดเร็วทำให้ความชุกของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย ภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น อายุเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ หลังอายุ 65 ปี ความชุกของภาวะสมองเสื่อมจะ เพิ่มเป็นสองเท่าทุก ๆ 5 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากอายุขัยของผู้หญิงยาวกว่า [4]มีการศึกษาที่รายงานผลเชิงบวกของสารสกัดแปะก๊วยต่อโรคอัลไซเมอร์ การเพิ่มความจำ ภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือด และความผิดปกติด้านสติปัญญา สารสกัดมีผล ปรับการไหลเวียนเลือดในสมอง และอาจช่วยลดความเหนื่อยล้าและความไม่ใส่ใจ [2] อย่างไรก็ดี บางการศึกษาไม่พบว่าสารสกัดแปะก๊วยสามารถ ป้องกันการดำเนินโรค ของภาวะสมองเสื่อมได้ อย่างไรก็ตาม หลายการศึกษาชี้ว่า สารสกัดแปะก๊วย ส่งเสริมประสิทธิผล ในด้านการปรับปรุงการรู้คิด พฤติกรรม ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วย ลดภาระของผู้ดูแล [4] จอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (AMD)AMD เป็นภาวะที่มีผลต่อบริเวณศูนย์กลางของเรตินา (ส่วนหลังของตา) เรตินาเสื่อมลงตามอายุและบางคนเกิดรอยโรคที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นส่วนกลาง ปัจจัยด้านหลอดเลือดและความเสียหายจากออกซิเดชันเป็นกลไกสำคัญในพยาธิกำเนิดของโรค สารสกัดแปะก๊วยมี ฟลาโวนอยด์และเทอร์พีนอยด์ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เชื่อว่าอาจช่วย ชะลอการดำเนินของ AMD ผ่านหลายกลไก ได้แก่ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ยับยั้ง platelet-activating factor และป้องกันความเสียหายของเยื่อหุ้มเซลล์จากอนุมูลอิสระ [5] ต้อหินต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญของความบกพร่องทางการมองเห็นแบบถาวรและตาบอด แม้กลไกของโรคจะยังไม่ชัดเจน แต่ ความเครียดออกซิเดชัน ภาวะขาดเลือดของเส้นประสาทตา และการอักเสบของระบบประสาท มีบทบาทในความเสื่อมของเส้นประสาทตา เชื่อว่าสารสกัดแปะก๊วยอาจ ปกป้องเนื้อเยื่อจากความเสียหายของอนุมูลอิสระ คล้ายสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ เช่น วิตามิน C และ E แต่ต่างกันตรงที่สารสกัดออกฤทธิ์ในระดับ ออร์แกเนลล์ โดย ทำให้ไมโทคอนเดรียคงตัว (ความผิดปกติของไมโทคอนเดรียสัมพันธ์กับต้อหิน) [6]สารสกัดแปะก๊วยยังมี คุณสมบัติทำให้หลอดเลือดขยาย ช่วยปรับปรุงการไหลเวียนเลือดที่หัวใจและส่วนปลาย และอาจช่วยลด ความหนืดของเลือด [6] นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับ การปรับปรุงลานสายตาที่เสื่อมลง ในผู้ป่วยต้อหินมุมเปิด [7] ด้วยประโยชน์ด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมหลอดเลือด และต้านการอักเสบ สารสกัดแปะก๊วยจึงถือเป็น สารปกป้องระบบประสาท และอาจช่วย ปรับปรุงการมองเห็น ในผู้ป่วยต้อหิน [6] ความเครียดออกซิเดชันความเครียดออกซิเดชันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดการทำลายและดำเนินต่อเนื่องในเนื้อเยื่อหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย นำไปสู่การทำงานของอวัยวะบกพร่อง แก่ก่อนวัย และบางครั้งก่อโรคและเสียชีวิต การเผชิญความเครียด รังสี การติดเชื้อ และควัน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ส่งผลให้ดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่โรคจากออกซิเดชัน เช่น โรคหัวใจและมะเร็ง การใช้สารสกัดแปะก๊วยอาจช่วยชะลอกระบวนการนี้ ได้ [1]สารสกัดแปะก๊วยมีคุณสมบัติ ต้านอนุมูลอิสระ โดยช่วยปรับการแสดงออกของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระให้เพิ่มขึ้น และลดการเกิด reactive oxygen species และ reactive nitrogen species นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติ ต้านการอักเสบ โดยยับยั้งการแสดงออกของไซโตไคน์ก่อการอักเสบ เช่น IL-1, IL-6, TNF-α จึงช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคที่เกิดจากกระบวนการเครียดออกซิเดชัน [1] คำเตือน ปฏิกิริยาระหว่างยา และอาการไม่พึงประสงค์ของสารสกัดแปะก๊วยปัญหาทางคลินิกที่สำคัญที่สุดของแปะก๊วยเกิดจาก ฤทธิ์ยับยั้ง platelet-activating factor (PAF) ดังนั้นการใช้แปะก๊วยร่วมกับ วาร์ฟาริน แอสไพริน หรือยาต้านเกล็ดเลือดอื่น ควร ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แปะก๊วยโดยทั่วไปทนได้ดี อาการไม่พึงประสงค์พบไม่บ่อย มักอาการไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ใจสั่น กระสับกระส่าย อ่อนแรง หรือผื่นผิวหนัง แม้ยังไม่มีการศึกษาที่สนับสนุนข้อจำกัดการใช้ใน หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร แต่เนื่องจากขาดข้อมูล จึงควร หลีกเลี่ยงการใช้ ในกลุ่มดังกล่าว [8] เอกสารอ้างอิงAchete de Souza G, de Marqui SV, Matias JN, Guiguer EL, Barbalho SM. Effects of Ginkgo biloba on Diseases Related to Oxidative Stress. Planta Medica. 2020;86:376–86. เข้าถึงจาก: https://www.thieme-connect.com/products/ejournals/abstract/10.1055/a-1109-3405Singh SK, Srivastav S, Castellani RJ, Plascencia-Villa G, Perry G. Neuroprotective and Antioxidant Effect of Ginkgo Biloba Extract Against AD and Other Neurological Disorders. Neurotherapeutics. 2019;16:666–74. เข้าถึงจาก: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6694352/Sellami M, Slimeni O, Pokrywka A, Kuvačić G, D Hayes L, Milic M, Padulo J. Herbal medicine for sports: a review. J Int Soc Sports Nutr. 2018;15:1–14. เข้าถึงจาก: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5856322/Kandiah N, Ong PA, Yuda T, Ng LL, Mamun K, Merchant RA, et al. Treatment of dementia and mild cognitive impairment with or without cerebrovascular disease: Expert consensus on the use of Ginkgo biloba extract, EGb 761®. CNS Neurosci Ther. 2018;25:288–98. เข้าถึงจาก: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6488894/Evans J. Ginkgo biloba extract for age-related macular degeneration (Review). Cochrane Database Syst Rev. 2013:1–15. เข้าถึงจาก: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7061350/Ige M, Liu J. Herbal Medicines in Glaucoma Treatment. Yale J Biol Med. 2020;93:347–53. เข้าถึงจาก: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7309662/Bungau S, Abdel-Daim MM, Tit DM, Ghanem E, Sato S, Maruyama-Inoue M, et al. Health Benefits of Polyphenols and Carotenoids in Age-Related Eye Diseases (Review). Oxid Med Cell Longev. 2019:1–22. เข้าถึงจาก: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6390265/Sierpina VS, Wollschlaeger B, Blumenthal M. Ginkgo Biloba. Am Fam Physician. 2003;68:923–6. เข้าถึงจาก: https://www.aafp.org/afp/2003/0901/p923.html

สารสกัดจากทับทิม

สารสกัดจากทับทิม

มีนาคม 14, 2568

ทำไม? สารสกัดจากทับทิมจึงช่วยชะลอวัย ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสเชื่อว่าภาพความทรงจำวัยเด็กของใครหลาย ๆ คน มักจะต้องเคยเห็นคนในครอบครัวสรรหาน้ำผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง ๆ มาดื่มเป็นประจำ หรือเอาง่าย ๆ ไม่ว่าสื่อโทรทัศน์โฆษณาน้ำผลไม้ชนิดไหนต้องตามล่าหาสิ่งนั้นมาจงได้ แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่ได้ดื่มไปเหล่านั้นให้วิตามินสูงจริงหรือเปล่า แล้วส่งผลอย่างไรกับร่างกายของเราบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากทุกคนกันทับทิม ผลไม้สีแดงสด ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ แถมยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี และวิตามินซี ในปริมาณสูง ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวพรรณเป็นอย่างมาก งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้าสารสกัดทับทิมนี้สามารถช่วยในด้านไหนได้บ้างฤทธิ์ต่อการสร้างเม็ดสีเมลานินสารสกัดจากทับทิม มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง เม็ดสีเมลานิน ที่เป็นเม็ดสีผิวที่ทำให้ผิวคล้ำ มีการทดลองให้กรดแอลลาจิก ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ได้จากทับทิม กับหนูสายพันธุ์บราวน์กินี (brown guinea) ที่ได้รับแสงอัลตราไวโอเลต พบว่า สารดังกล่าวมีผลยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนัง และน้ำมันจากเมล็ด และสารสกัดจากทับทิมยังมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้าง และยับยั้งการทำลายคอลลาเจน ซึ่งมีผลกับการสร้างเซลล์ผิวหนัง  สารสกัดจากทับทิมยังสามารถยับยั้งการสร้างสารอนุมูลอิสระจากรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด เอ และบีและยังพบอีกว่า สารสกัดทับทิมที่มีกรดแอลลาจิกจะช่วยยับยั้งไม่ให้ผิวคล้ำจากรังสีอัลตราไวโอเลตในหนูได้ และ ยังช่วยป้องกันการทำลายผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด เอ1 ได้ ทำให้สารสกัดทับทิมจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี ช่วยชะลอไม่ให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ทั้งยังสามารถป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด เอ และบีที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนังได้ฤทธิ์ต่อการต้านอนุมูลอิสระสารสกัดจากทับทิม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แอลลาจิแทนนิน ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล เป็นต้น สารสกัดจากทับทิมจะมีสารต้านอนุมูลอิสระออกมา เพื่อป้องกันอันตรายของมลพิษจากสิ่งแวดล้อมการศึกษาตรวจวิเคราะห์หาความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากทับทิม พบว่า เปลือกทับทิมเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญจำนวนมาก ทั้งยังพบว่า มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าสารสกัดจากใบและเมล็ดทับทิม2-3นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของน้ำผลไม้หลายชนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า น้ำทับทิม มีฤทธิ์ต้าน อนุมูลอิสระสูงที่สุด4-6  สารต้านอนุมูลอิสระในทับทิมยังช่วยบำรุงตับได้ โดยจากการทดลองให้สารสกัดจากทับทิมในหนูทดลองก่อนที่จะให้สารพิษคาร์บอนเนตคลอไรด์ (CCl4 ) ซึ่งเป็นพิษต่อตับ พบว่า หนูที่ได้รับสารสกัดจากทับทิมสามารถป้องกันการเป็นพิษต่อตับได้อย่างมีนัยสำคัญ7ดังนั้นสารสกัดจากทับทิมจึงมี ประโยชน์อย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ชะลอความเสื่อมต่าง ๆ ของร่างกายได้เอกสารอ้างอิงวัลวิภา เสืออุดม.ทับทิมผลไม้เพื่อสุขภาพ Healthy pomegranate fruit .มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, มหาวิทยาลัยราชภัฎหมูบ้านจอมบึง.2559 [http://scijournal.hcu.ac.th/data]Al-Zoreky NS. Antimicrobial activity of pomegranate (Punica granatum L.) fruit peels. Int J Food Microbiol 2009;134(3):244-8. 44. Colombo M, Moita C, van Niel G, Kowal J, Vigneron J, Benaroch P, et al. Analysis of ESCRT functions in exosome biogenesis, composition and secretion highlights the heterogeneity of extracellular vesicles. J Cell Sci 2013;126 (24):5553-65. [https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/19632734/]Braga LC, Shupp JW, Cummings C, Jett M,Takahashi JA, Carmo LS, et al. Pomegranate extract inhibits Staphylococcus aureus growth and subsequent enterotoxin production. J Ethnopharmacol 2005;96(1-2):335-9. [https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/15588686/]Guo C, Yang J, Wei J, Li Y, Xu J, Jiang Y. Antioxidant activities of peel, pulp, and seed fractions of common fruits as determined by FRAP assay. Nutr Res 2003;23(12):1719-26 [https://link.springer.com/article/10.1007/s10068-011-0003-z]Kasai K, Yoshimura M, Koga T, Arii M, Kawasaki S. Effect of oral administration of ellagic acid-rich pomegranate extract of ultravioletinduct pigmentation in human skin. J Nutr Sci Vitaminol 2006;52(1):383. [https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17190110]Tinrat S, Akkarachaneeyakorn S, Singhapol C. Evaluation of antioxidant and antimicrobial activities of Momordica cochinchinensis spreng (gac fruit) ethanolic extract. IJPSR 2014;5(8): 3163-9. [https://ijpsr.com/bft-article/evaluation-of-antioxidant-and-antimicrobial-activities-of-momordica-cochinchinensis-spreng-gac-fruit-ethanolic-extract/?view=fulltext]Seeram NP, Adams LS, Henning SM, Niu Y, Zhang Y, Nair MG. In vitro antiproliferative, apoptotic and antioxidant activities of punicalagin, ellagic acid and a total pomegranate tannin extract are enhanced in combination with other polyphenols as found in pomegranate juice. J Nutr Biochem 2005;16(6):360[https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/15936648/]

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

มีนาคม 13, 2568

ที่สุดแห่งสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าวิตามิน ซี 20 เท่า จากสารสกัดเมล็ดองุ่นองุ่นเป็นผลไม้ลูกกลม ๆ ที่ทุก ๆ บ้านต้องมียู่บนโต๊ะอาหาร แต่ภายใต้เนื้อหวานแสนอร่อยขององุ่นนั่นจะมีกี่คนที่รู้ว่า เจ้าเมล็ดอองุ่นที่ทุกคนทิ้งกันไปนั้นอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ ที่ช่วยเสริมสร้างความงาม และมีคุณประโยชน์กับร่างกายอย่างมาก จนกระทั่งในปี ค.ศ.1970 นักชีวเคมีชาวฝรั่งเศสได้นำเอาเมล็ดองุ่นไปทำการสกัด และในที่สุดก็ได้พบสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากที่มีชื่อว่า “โอลิโกเมอริก โปรแอนโธไซยานิดินส์ (Oligomeric Proanthocyanidins) หรือ OPCs”OPCs มีคุณสมบัติที่สำคัญในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง และละลายน้ำได้ดี จึงทำให้มีประสิทธิภาพมากในการปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายจากการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามิน ซี ถึง 20 เท่า และมากกว่าวิตามิน อี ถึง 50 เท่า1ประโยชน์ของ OPCs จากสารสกัดเมล็ดองุ่นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ต้านอนุมูลอิสระได้ทุกรูปแบบและจำนวนมาก ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดภายใน 20-30 นาที จากนั้นจะกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และยังคงอยู่ในร่างกายได้นานถึง 72 ชั่วโมง บำรุงผิวพรรณ ชะลอไม่ให้ผิวหนังแก่ก่อนวัย และลดแห้งกร้านของผิว ด้วยการเสริมสร้างคอลลาเจนให้เซลล์ชั้นใต้ผิวหนังช่วยลดริ้วรอย ฝ้า กระให้จางลง โดย OPCs จะช่วยต้านอนุมูลอิสระที่มาทำลายคอลลาเจนอิลาสติน และการผลิตเม็ดสี ที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวเสื่อมสภาพ และเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรจากคุณสมบัติยับยั้งเอนไซน์ที่ทำลายคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรง จึงทำให้สามารถนำสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิวได้ดีสารสกัดจากเมล็ดองุ่น จึงเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่สามารถช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นได้ดี ดูสดใส มีน้ำมีนวล ทั้งยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ยับยั้งการถูกทำลายของคอลลาเจน ทั้งยังลดปัญหาสำหรับผู้ที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอกันอีกด้วย2-3เอกสารอ้างอิงชณิศา พานิช.ประสิทธิผลของการรับประทานโอพีซีสารสกัดจากเมล็ดองุ่นและวิตามินซีเปรียบเทียบกับวิตามินซีเพียงอย่าง เดียวในการลดริ้วรอยอาสาสมัครเพศหญิงที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง [http://archive.mfu.ac.th/school/anti-aging/File_PDF/Research_PDF54/2.pdf]ธีรพงษ์ ขันทเจริญ , อรพิน เกิดชูชื่น , ณัฎฐา เลาหกุลจิตต์.ประสิทธิภาพการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดจากสกัดเปลือกและเมล็ดขององุ่นพันธ์ คาร์ดินัล.วารสาร วิทยาศาสตร์เกษตร.ปีที่ 41 ฉบับที่ 3/1 (พิเศษ) กันยายน – ธันวาคม หน้า 617 – 619ปวีณ ปุณศรี.2504.องุ่น.พิมพ์ครั้งที่ 2.สโมสรพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.กรุงเทพฯ.